ข่าวเกษตร

สูตรสมุนไพร บำรุงไต สายตา แก้เพลีย

ข่าวเกษตร - จันทร์, 12/28/2009 - 19:01


กระชาย ตะไคร้ อัญชัน บำรุงไต สายตา แก้เพลีย

สูตรดังกล่าวมีวิธีทำง่ายๆ คือ เอากระชายสด 50 กรัม ตะไคร้สด 50 กรัม และดอกอัญชันสด 30 กรัม ต้มกับน้ำ กะโดยสายตาจนเดือดแล้วดื่มขณะอุ่นทุกวัน วันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละครึ่งแก้ว หรือดื่มแทนน้ำ

ต้มดื่มติดต่อกัน 3-6 เดือน จะช่วยบำรุงไตสำหรับไตปกติให้แข็งแรง ไม่ใช่ดื่มเพื่อรักษาโรคไต บำรุงสายตาแก้ตาแห้ง บำรุงกำลังและแก้อาการอ่อนเพลีย ร่างกายกระชุ่มกระชวยดีมาก

กระชาย หรือ BOESENBERGIA ROTUNDA LINN. อยู่ในวงศ์ ZINGIBERACEAE ประโยชน์ เหง้าและรากมีน้ำมันหอมระเหย เช่น CINEOL, BORNEOL, ใช้แต่งกลิ่นอาหารและแก้บิด

ตะไคร้ CYMBOPOGON CITRATUS (NEES) STAPF. ชื่อสามัญ LEMON GRASS อยู่ในวงศ์ GRAMINAE ประโยชน์ ทั้งต้นเป็นเครื่องเทศ ทำเครื่องดื่ม เป็นยาขับปัสสาวะ ขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ สารสำคัญคือน้ำมันหอมระเหยซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยสาร CITRAL และ GERANIOL

อัญชัน หรือ CLITORIA TERNATEA LINN. ชื่อสามัญ BLUE PEA, BUTTERFLY PEA วงศ์ LEGUMINOSAE ประโยชน์ ดอกใช้แต่งสีขนม ใช้ทดสอบความเป็นกรด-ด่างแทนกระดาษ “ลิตมัส” น้ำคั้นจากดอกทาทำให้ผมขึ้นและคิ้วดก ซึ่งจะได้ผลดีในเด็ก

นายเกษตร

หมวดหมู่: ข่าวเกษตร

กล้วยไข่พระตะบอง

ข่าวเกษตร - พฤ, 12/24/2009 - 16:33

กล้วยไข่พันธุ์นี้ พบมีหวีวางขายที่แผงจำหน่ายกล้วยไม้ของ “คุณวิรัช” บริเวณหน้าธนาคารออมสิน ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับสวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ ราคาหวีละ 20 บาท ซึ่งทีแรกคิดว่าเป็นกล้วยไข่ธรรมดาทั่วไป แต่ดูขนาดของผลแล้วไม่น่าจะใช่ และเมื่อได้ ทดลองรับประทานผลสุกยิ่งพบว่ามีความแตกต่างจากกล้วยไข่ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง รสชาติหวานไม่จัดจ้าน สีเนื้อผลสวย ไม่เละ เคี้ยวหนึบมีกลิ่นหอมแบบเฉพาะตัว อร่อยเยี่ยมจริงๆ

คุณวิรัช ผู้ขายบอกว่าซื้อหน่อพันธุ์จากพ่อค้าชายแดนไทย-พม่า ไปปลูกในสวนที่ จ.เชียงใหม่ จำนวนกว่าสิบต้น ตอนซื้อหน่อไม่ได้ถามชื่อว่ากล้วยอะไร จนกระทั่งติดเครือจำนวนมากเลยตัดหวีวางขาย ปรากฏว่าผู้ซื้อรับประทานส่วนใหญ่ชื่นชอบในรสชาติขายดีมาก เพราะแตกต่างจากกล้วยไข่ทั่วไปและยืนยันไม่ทราบชื่อจริงๆ

อย่างไรก็ตาม มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องกล้วยบอกว่า กล้วยดังกล่าวมีชื่อเรียกในประเทศไทยว่า “กล้วยไข่พระตะบอง” ยังไม่แพร่หลายในหมู่ผู้ปลูกเท่าที่ควร ส่วนใหญ่จะนิยมปลูกอยู่ตามพื้นที่ตะเข็บรอยต่อระหว่างไทย-พม่า เท่านั้น ส่วนใครที่ได้อ่านข้อมูลของ “กล้วยไข่พระตะบอง” แล้วอยากได้หน่อไปปลูกให้สอบถาม “คุณวิรัช” ดูว่าพอจะช่วยหาหน่อให้ได้หรือไม่ เพราะ “คุณวิรัช” ไม่ได้มีอาชีพขายหน่อกล้วย แต่ขายกล้วยไม้ไทยหายากเจ้าดังที่สุดในตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ

กล้วยไข่พระตะบอง เท่าที่สอบถามลักษณะต้นพอจะจำแนกได้ว่า เป็นกล้วยในกลุ่มที่เป็นพันธุ์แท้ของกล้วยป่า หรือพันธุ์ที่ได้กลายพันธุ์ไปจากพันธุ์แท้ แต่ยังมีลักษณะพันธุ์แท้อยู่มาก อยู่ในกลุ่มย่อย SUCRIER ลำต้นเทียมสูงได้เกิน 2.5 เมตร ต้นด้านนอกสีเขียวปนเหลืองมีปื้นดำ ด้านในสีชมพูอมแดง ก้านใบสีเขียวอมเหลือง มีร่องกว้าง โคนก้านใบมีครีบเป็นสีชมพู

ก้านช่อดอกมีขน ใบประดับปลีรูปไข่ม้วนงอขึ้น ปลายค่อน ข้างแหลม ด้านบนสีแดงอมม่วง ด้านล่างที่โคนกลีบสีจะซีด เครือหนึ่งมีประมาณ 7 หวี หนึ่งหวีจะมีประมาณ 14-16 ผล ผลทรงกลมยาวและอ้วนใหญ่กว่ากล้วยไข่ทั่วไปอย่างชัดเจน ก้านผลค่อนข้างสั้น เปลือกผลบาง เมื่อผลสุกเป็นสีเหลือง เนื้อในสีเหลืองส้ม มีไส้กลางสีนวล รสชาติหวาน เนื้อเหนียวหนึบไม่เละ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว อร่อยมาก ขยายพันธุ์ด้วยหน่อ ปลูกได้ในดินทั่วไป ไม่ชอบน้ำท่วมขัง หลังปลูกติดเครือและตัดเครือแล้วต้องตัดต้นทิ้งด้วย เพื่อให้มีหน่อใหม่แทงขึ้นจากใต้ดินเป็นต้นใหม่และมีเครือให้เก็บผลรับประทานหรือขายได้อย่างต่อเนื่องครับ.

นายเกษตร

หมวดหมู่: ข่าวเกษตร

โรคเหงาหลับในปลา

ข่าวเกษตร - พฤ, 12/24/2009 - 16:29

โรคเหงาหลับในปลา จัดเป็นโรค ที่สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากยังไม่มียาหรือ สารเคมีที่สามารถใช้ในการกำจัดหรือรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ สาเหตุของโรคเกิดจากปรสิตเซลล์เดียวที่มีแส้ในเลือดของปลาน้ำจืด

ดร.ฐิติพร หลาวประเสริฐ จากสถาบันวิจัยสุขภาพน้ำจืด สำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง ได้แสดง ผลวิจัยโดยการตรวจปรสิตในเลือดของ ตัวอย่างปลาน้ำจืดที่รวบรวมได้จากแหล่งน้ำ ธรรมชาติ ในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย ได้แก่ จ.สุพรรณบุรี, พระนครศรีอยุธยา, นครปฐม, ราชบุรี, สิงห์บุรี และชัยนาท เป็นต้น พบปรสิตที่เป็นสาเหตุของโรคเหงาหลับในปลา จำนวน 9 ชนิด คือ ตะเพียนขาว, ดุกอุย, บู่ทราย, หมอไทย, กระดี่นางฟ้า, สลิด, กระดี่หม้อ, กะสง และปลาช่อน ส่วนปลาที่ไม่พบปรสิตเลยคือ ปลาสร้อยหลอด

ผลจากการวิจัยยังพบว่าปลาบู่ทรายมีความชุกชุมของปรสิตมากที่สุด และรองลงมาคือปลาช่อนและปลา กะสงตามลำดับ มีการตรวจพบปรสิตเซลล์ เดียวที่มีแส้ครั้งแรกในปลาทองต่อมาพบ ในปลาไนและพบในปลาคาร์ปที่นำเข้ามา จากประเทศเยอรมนี ในประเทศไทยมีการตรวจพบปรสิตชนิดนี้ในเลือดของปลาน้ำ จืดหลายชนิด เช่น ปลาแรด, ปลานิล, ปลาดุกบิ๊กอุย และปลาช่อน แต่ในขณะนั้นยัง ไม่มีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง

ดร.ฐิติพร ยังได้บอกถึงวิธีการป้องกันโรคนี้เริ่มต้นจะต้องมีการจัดฟาร์มที่ดี โดยการกำจัดปลิงซึ่งเป็นพาหะของปรสิต ชนิดนี้ในระบบเพาะเลี้ยง ในปัจจุบัน การเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดหลายชนิดในบ้าน เรา เช่น ปลาช่อน, ปลาบู่, ปลาไหลนา, ปลาหลด และปลากระดี่ เป็นต้น ยังมีความจำเป็นจะต้องอาศัยพ่อ-แม่พันธุ์ปลาจากธรรมชาติ

จากข้อมูลเบื้องต้นมีรายงานว่าในสภาวะที่ปลามีความอ่อนแอและมีปรสิตเซลล์เดียวที่มีแส้อยู่ในเลือด ปรสิตชนิดนี้ จะสามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วและมีผลกระทบต่อสุขภาพของปลา จากผลงานวิจัยนี้ทำให้ทราบว่าปลาน้ำจืดจากแหล่ง น้ำธรรมชาติของประเทศไทยมีโอกาสพบปรสิตเซลล์เดียวมีแส้ได้มากกว่า 50% ซึ่งเมื่อรวบรวมปลามาเตรียมการเพาะพันธุ์ในโรงเพาะฟัก ปลาจะแสดงอาการของโรคในเวลาต่อมา เช่น ไม่กินอาหาร เซื่องซึมลอยหัวและตายในที่สุด เมื่อนำปลาดังกล่าวมาตรวจวินิจฉัยโรคพบว่า ปลามีอาการเหงือกซีด ตาโปนและมีปรสิตเซลล์เดียวที่มีแส้เป็นจำนวนมาก ลักษณะกลไกการก่อให้เกิดโรคนี้ เกิดจากการที่ปรสิตใช้สารอาหารและก๊าซออกซิเจนในกระแสเลือดของปลาเป็นแหล่งพลังงาน ในขณะเดียวกันก็ผลิตสารฮีโมไลซินซึ่งเป็นพิษต่อเม็ดเลือดแดง มีผลทำให้เม็ดเลือดแดงแตก เมื่อจำนวนของเม็ดเลือดแดงมีจำนวนน้อยลงปลาจะเริ่มอ่อนแอ เกิดอาการโลหิตจาง ระบบหมุนเวียนเลือดล้มเหลวและตายใน ที่สุด

ดังนั้นในการรวบรวมปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อมาใช้เป็นพ่อ-แม่พันธุ์จะต้องระมัดระวังไม่ให้ปลาเกิดความเครียดหรืออ่อนแอและควรกำจัดพาหะ คือ ปลิงดูดเลือดไม่ให้ปนเปื้อนมากับปลา.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

หมวดหมู่: ข่าวเกษตร

การเลี้ยงแกะ

ข่าวเกษตร - พุธ, 12/23/2009 - 16:05


แกะขุนลูกผสม 3 สายเลือด

“แกะ” จัดเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก กินหญ้าเป็นอาหารหลักเช่นเดียวกับวัว แต่ปริมาณในการกินอาหารน้อยกว่า ถ้านำมาเลี้ยงในเชิงพาณิชย์จะให้ผลผลิตและผลตอบแทนเร็วกว่า อีกทั้งใช้พื้นที่ในการเลี้ยงน้อย ปัจจุบันสายพันธุ์แกะที่เลี้ยงในบ้านเราส่วนใหญ่เป็นพันธุ์พื้นเมือง

มีเรื่องที่น่ายินดี ที่คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตจังหวัดสกลนคร ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการเลี้ยงแกะเนื้อขึ้นในเขตภาคอีสานตอนบน เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2545 ศึกษาวิจัยสมรรถภาพทางการผลิตของแกะ ในระบบการเลี้ยงแบบปล่อยแทะเล็มในทุ่งหญ้าเขตร้อนของ จ.สกลนคร โดยนำแกะลูกผสมระหว่างพันธุ์พื้นเมืองกับพันธุ์ดอร์เปอร์เข้ามาเลี้ยงเพื่อศึกษาอัตราการเจริญเติบโต

ปัจจุบัน อ.วัชรวิทย์ มีหนองใหญ่ ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์แกะเพื่อให้มีการเจริญเติบโตที่ดีขึ้นและง่ายต่อการจัดการ โดยใช้พ่อพันธุ์แกะซานตาอิเนส (นำเข้า จากประเทศบราซิล จัดเป็นแกะขนาดใหญ่ เพศผู้เมื่อโตเต็มที่มีน้ำหนักถึง 80-90 กิโลกรัม เพศเมีย 60 กิโลกรัม ใช้เพื่อ ทำการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์แกะเนื้อ ให้มีการเจริญเติบโตดี) เข้ามาปรับปรุง สายพันธุ์เป็นลูกผสมสามสายเลือดโดยนำ มาผสมพันธุ์กับลูกผสมพื้นเมืองกับดอร์เปอร์ ได้แกะขุนสายพันธุ์ใหม่ที่มีหลายสี ไม่มีเขา หน้าโค้งนูน ขนบริเวณซี่โครงและท้องมีลักษณะคล้ายพันธุ์ซานตาอิเนสและขนบริเวณแนวสันหลัง จะมีลักษณะหนาและเมื่อเลี้ยงจนมีอายุ ได้ 9 เดือน น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 16 กิโลกรัม ปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้พัฒนาการเลี้ยงแกะลูกผสมสามสายเลือดเข้าสู่ระบบการเลี้ยงขุนเพื่อให้ผลตอบแทนได้เร็วขึ้น

อ.วัชรวิทย์ยังได้อธิบายวิธีการเลี้ยงแกะโดยทั่วไปจะมี 2 แบบใหญ่ ๆ คือ การเลี้ยงแบบปล่อยแทะเล็มในแปลงหญ้า และการเลี้ยงแบบขุนในคอก ซึ่งการเลี้ยง แบบปล่อยแทะเล็มในแปลงหญ้าจะมีข้อดีตรงที่ช่วยประหยัดต้นทุนในเรื่องอาหาร โดยจะมีการปล่อยเลี้ยงแกะในช่วงเวลา เช้าประมาณ 2 ชั่วโมง และช่วงบ่ายอีก ประมาณ 2 ชั่วโมง แกะเป็นสัตว์ที่มีพฤติกรรมแทะเล็มเฉพาะยอดหญ้าไปเรื่อย ๆ ไม่อยู่กับที่ แต่ในช่วงฤดูร้อนจะต้องระวังเรื่อง ท้องอืด อีกทั้งจะต้องคอยระวังสุนัขมากัดแกะด้วย

มีข้อเสียของการเลี้ยงแบบปล่อย คือช่วงฤดูแล้งหญ้ามักจะขาดแคลนและหาได้ยาก สำหรับการเลี้ยงแบบขุนในคอก จะทำให้แกะเจริญเติบโตเร็วแต่มีต้นทุนในเรื่องอาหารสูงขึ้น ถ้าเป็นไปได้เพื่อเป็นการลดต้นทุนเรื่องอาหาร สูตรอาหารที่จะนำมาใช้เลี้ยงจะต้องหาง่ายในท้องถิ่น เช่น เปลือกและกากมันสำปะหลังที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในสูตรอาหารเพื่อลดต้นทุนการผลิตและสามารถใช้ได้ทั้งรูปของการหมัก (ฤดูฝน) และรูปแบบตากแห้ง (ฤดูแล้ง)

สำหรับช่องทางการตลาดแกะเนื้อนั้นยังมีความสดใส ตลาดใหญ่อยู่ที่ภาคใต้, ภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเป็นชาวมุสลิม.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

หมวดหมู่: ข่าวเกษตร

การเลี้ยงปลาคาร์ป

ข่าวเกษตร - พุธ, 12/23/2009 - 15:59


การเลี้ยงปลาคาร์ปในปัจจุบัน

จริงอยู่ราคาซื้อ-ขายปลาคาร์ปจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจเป็นสำคัญ เพราะปลาสวยงามชนิดนี้จะเป็นของฟุ่มเฟือยก็ว่าได้

สำหรับ คุณประหยัด สิงห์บุปผา ชาวจังหวัดปทุมธานี มีอาชีพเลี้ยงและจำหน่ายปลาคาร์ปมานานกว่า 10 ปี ได้บอกถึงเสน่ห์ของปลาคาร์ป ผู้เลี้ยงสามารถสร้างมูลค่าของปลาเพิ่มได้ไม่ยาก โดยเฉพาะปลาคาร์ปที่เลี้ยงยิ่งนานปีและมีความสวยงาม ตัวใหญ่จะเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในหมู่คนไทยที่มีฐานะดี ถึงแม้สภาวะเศรษฐกิจไทยจะถดถอยลงไปแต่ฟาร์มเพาะเลี้ยงปลาคาร์ป ยังมีจำนวนมาก

ปัจจุบันฟาร์มที่เลี้ยงปลาคาร์ปในประเทศไทยจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ฟาร์มของคนที่มีฐานะและมีเงินลงทุนมาก จะต้องมีการสร้างฟาร์มด้วยบ่อซีเมนต์และมีระบบกรองน้ำที่ดีมีประสิทธิภาพ และมักจะนิยมสั่งซื้อพันธุ์ปลาคาร์ป เกรด A จากต่างประเทศมาเลี้ยง อีกกลุ่มหนึ่งจัดเป็นฟาร์มระดับชาวบ้านที่มุ่งเพาะขยายพันธุ์เพื่อผลิตลูกปลาขายเป็นหลัก ไม่เน้นการคัดสายพันธุ์มากนัก เนื่องจากเน้นตลาดล่างหรือตลาดซื้อปลาสวยงามทั่ว ๆ ไป อย่างไรก็ตามผลผลิตลูกปลาบางฟาร์มของกลุ่มนี้ส่งออกลูกปลาคาร์ปไปยังตลาดต่างประเทศอีกด้วย สำหรับฟาร์มของคุณประหยัดจะเลี้ยงปลาคาร์ปในบ่อดิน แต่มีการเอาใจใส่ในเรื่องของคุณภาพน้ำที่จะต้องมีความสะอาดอาหารที่ใช้เลี้ยงจะใช้อาหารเม็ดประเภทปลากินพืช เช่น อาหารปลาดุก

คุณประหยัดบอกว่าในการคัดเลือกลูกปลาคาร์ป ออกจำหน่ายจะเริ่มต้นจากลูกปลาที่ขนาดความยาวของลำตัว 3 นิ้วขึ้นไป โดยแบ่งเกรดการขายออกเป็น 3 ระดับ เกรดเอ ปลาคัดสวยพิเศษขนาดลำตัว 3 นิ้วขึ้นไป จะมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 100 บาทขึ้นไป, เกรดบี จะจำหน่ายตัวละ 10 บาทและเกรดซีจะขายเป็นปลาถุงราคาตัวละ 6 บาท สำหรับปลาคาร์ปเกรดเอที่มีสีและลักษณะของลำตัวสวยและมีขนาดลำตัวยาวกว่า 50 เซนติเมตร ราคาขายอาจจะถึงหลักหมื่นก็มี ทุกวันนี้คุณประหยัดจะบรรจุปลาคาร์ปหลากสีสันโดยบรรจุถุงละ 30 ตัว นำไปจำหน่ายที่ตลาดนัดจตุจักรทุกวันตลาดขายลูกปลาคาร์ปของคุณประหยัดจะอยู่ภายในประเทศเป็นหลักคือขายส่งให้พ่อค้าปลาสวยงามตามต่างจังหวัด ตลาดยังพอไปได้เนื่องจากปลาคาร์ปยังจัดเป็นปลาสวยงามที่เลี้ยงง่ายและค่อนข้างทนต่อทุกสภาพแวดล้อม

สำหรับเรื่องของการผสมพันธุ์ปลาคาร์ปไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แม่ปลาหลังจากฉีดฮอร์โมนจะถูกนำมาปล่อยในบ่อปูนซีเมนต์ขนาดความกว้างของบ่อ 2.50 เมตร,ยาว 3 เมตรและมีระดับความสูงของน้ำ 50 เซนติเมตร ภายในบ่อมีพ่อพันธุ์อยู่แล้ว และมีท่อออกซิเจนและเชือกฟางฝอยเพื่อให้ไข่ปลายึดติด เพราะธรรมชาติของไข่ปลาคาร์ปเป็นไข่ลอย สัดส่วนของการปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์ในบ่อขนาดนี้จะปล่อยแม่พันธุ์ จำนวน 2 ตัวและพ่อพันธุ์ จำนวน 5 ตัว.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

หมวดหมู่: ข่าวเกษตร

ผักคราดหัวแหวน

ข่าวเกษตร - พุธ, 12/23/2009 - 15:52


ผักคราดหัวแหวน อร่อยมีสรรพคุณ

ผักคราดหัวแหวน หรือ SPILANTHES AEMELLA MURR อยู่ในวงศ์ COMPO-SI TAE เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรง สูง 20-30 ซม. หรือทอดไปตามหน้าดินเล็กน้อยแต่ปลายจะชูขึ้น ลำต้นกลม อวบน้ำ เป็นสีม่วงปนสีเขียว หรือสีแดงเข้ม ลำต้นอ่อนมีขนปกคลุม ต้นเป็นข้อปล้อง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงกันข้ามบริเวณข้อใบเป็นรูปสามเหลี่ยม ขอบใบหยักพับ ก้านใบยาว ผิวใบสากมือ มีขน สีเขียวสด

ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง ลักษณะดอกเป็นกระจุกสีเหลือง ปลายดอกแหลมคล้ายหัวแหวน จึงถูกตั้งชื่อตามลักษณะดอกว่า “ผักคราดหัว-แหวน” ดอกย่อยมี 2 วง วงนอกเป็นตัวเมีย วงในเป็นดอกสมบูรณ์เพศ เวลามีดอกจะดูแปลกตามาก

ผล รูปไข่ มีเมล็ด ดอกออกทั้งปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ปักชำต้น โดยจะมีรากงอกออกมาบริเวณข้อ สามารถตัดเอาช่วงดังกล่าวไปปักชำได้เลย มีชื่อเรียกอีกคือ ผักคราด, ผักตุ้มหู, หญ้าตุ้มหู, ผักเผ็ด ชาวจีนแต้จิ๋วเรียกผักชนิดนี้ว่า “อึ้งฮวยเกี้ย” นิยมปลูกแพร่ หลายตามสวนยาจีน สวนยาไทย มีต้นวางขายเป็นผักสดให้คนซื้อไปรับประทานตามแผงขายผักพื้นบ้านทั่วไป ราคากำละไม่เกิน 10 บาทครับ.

คนรุ่นใหม่ น้อยคนนักจะรู้จักหรือเคยรับประทาน “ผักคราดหัวแหวน” ซึ่งผักชนิดนี้เป็นผักพื้นบ้าน นิยมรับประทานกันมาแต่รุ่นปู่ย่าตาทวดแล้ว โดยเฉพาะทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเอาทั้งต้นกินเป็นผักสดกับป่นปลา แจ่ว ซุบขนุน ซุบเห็ด ซุบหน่อไม้ หรือใส่แกงหน่อไม้ แกงอ่อมปลา เนื้อ หรือหมู ดับกลิ่นคาวได้ดีมาก รสชาติหอมเผ็ดปร่าชาลิ้นอร่อยมาก โดยเฉพาะดอกจะมีรสเผ็ด ใบรสหวานปนขมและเย็น เมื่อปรุงกับอาหารจะชวนให้รับประทานมาก คนโบราณนิยมเอาใบสดเคี้ยวแก้ปวดฟัน เป็นยาชาได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม “ผักคราดหัวแหวน” นอกจากจะใช้ปรุงเป็นอาหารและกินสดกับน้ำพริกชนิดต่างๆ ได้อร่อยตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว ทั้งต้นยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรอีกด้วย โดยนำไปสกัดทำเป็นยาชา มีสรรพคุณแก้พิษตามทวาร แก้ริดสีดวงทวาร แก้ผอมเหลือง แก้เด็กตัวร้อน ต้นสดตำผสมเหล้า 40 ดีกรี หรือน้ำส้มสายชูอมแก้ฝีในคอ ต่อมน้ำลายอักเสบดีมาก แก้ไข้ แก้ปวดฟัน ทั้งต้นรสเผ็ดร้อนช่วยเจริญอาหาร ช่วยขับลม และช่วยย่อยอาหารได้

นายเกษตร

หมวดหมู่: ข่าวเกษตร

ต้นพญาคชราช

ข่าวเกษตร - อังคาร, 11/17/2009 - 22:04


ไม้ที่ควรศึกษาก่อนปลูก

ขณะนี้มีไม้เศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังมาแรงในกลุ่มเกษตรกรผู้ค้าและลงทุนกล้า ไม้ คือ ต้นพญาคชราช หรือ ต้นปอหู โดยเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) มีการแถลงข่าว เรื่อง “ไม้พญาคชราช คือไม้อะไร มีคุณสมบัติอย่างไร เหมาะกับการปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจหรือไม่” ซึ่ง รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มอบให้คณะวนศาสตร์ดำเนินการวิเคราะห์และตรวจสอบเนื้อไม้พญาคชราชในเชิง ฟิสิกส์ และทางกลสมบัติพร้อมทั้งเผยแพร่ข้อเท็จจริงนี้สู่สาธารณชนเพื่อให้ได้ทราบ ข้อมูลเชิงลึกของต้นพญาคชราช และช่วยให้เกษตรกรที่จะลงทุนปลูกได้เข้าใจถึงคุณสมบัติและการค้าขายเป็นไม้ เศรษฐกิจ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจในการปลูกไม้ชนิดนี้

รศ.ทรงกลด จารุสมบัติ หัวหน้าภาควิชาวนผลิตภัณฑ์ คณะวนศาสตร์ กล่าวว่า ต้นพญาคชราช ที่เป็นที่สนใจอยู่ในปัจจุบัน ทางภาควิชาวนผลิตภัณฑ์ คณะวนศาสตร์ ได้ส่งตัวอย่างทางพฤกษศาสตร์ให้หอพรรณไม้ กรมป่าไม้ ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นไม้ปอหู มีชื่อพื้นเมืองคือ ปอหู (สระบุรี, นครราชสีมา), ปอจง (ปัตตานี, มาเลเซีย) มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Talipariti macrophyllum (Roxb. Ex Hornem.) Fryxell อยู่ในวงศ์ Malvaceae

จากการนำลำต้นไม้ปอหูอายุ 25 ปีมาวิเคราะห์คุณสมบัติของไม้ คุณสมบัติของไม้ปอหู พบว่า เนื้อไม้จัดอยู่ในชั้นไม้คุณภาพปาน กลางหรือเกรดบี ความหนาแน่นปานกลางคือประมาณ 630 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มีความทนทานตามธรรมชาติเฉลี่ยน้อยกว่า 2 ปี ซึ่งจัดอยู่ในไม้ที่มีความทนทานต่ำ ถูกเชื้อราและปลวกเข้าทำลายได้ง่าย แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการป้องกันรักษาเนื้อไม้ ด้านคุณสมบัติการใช้งาน การเลื่อย การไส การกลึง และการขัดเงา ทำได้ง่าย เมื่อเทียบกับไม้ยางพาราที่อายุ 25 ปี จะมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน แต่ในปัจจุบันเพิ่งเริ่มมีการปลูกแบบลักษณะสวนป่าทำให้ด้านการตลาดไม้ยังไม่ ชัดเจน

ผศ.ดร.ดำรง พิพัฒนวัฒนากุล อาจารย์ ประจำภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์ กล่าวว่า ในกระบวนการทดแทนทางธรรมชาติของพื้นที่หนึ่ง ๆ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว พื้นที่นั้นก็จะมีพืชต่าง ๆ ตั้งแต่มอส ไลเคนเรื่อยมาเป็นหญ้าคาและเรื่อยมาจนถึงระดับที่มีไม้ยืนต้นหลากหลายชนิด อย่างที่เห็นเป็นป่าธรรมชาติในปัจจุบัน จากการทดแทนของพืชพรรณในระบบนิเวศ ปอหู จัดเป็นไม้เบิกนำที่เข้ามาเป็นกลุ่มแรก ๆ ของไม้ยืนต้น หากพิจารณาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของไม้ปอหู เป็นไม้ที่มีเมล็ดเล็ก เบาปลิวลอยลมได้ เมล็ดมีความสามารถในการงอกดี ใบใหญ่ต้องการแสงมาก สังเคราะห์แสงได้ปริมาณมาก ส่งผลให้การเจริญเติบโตเร็ว เปลาตรง

ประเด็นการปลูกป่าเศรษฐกิจ จะพิจารณาความคุ้มทุนในการปลูกเชิงเดี่ยว โดยคิดประมาณการการลงทุนปลูกในพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ปานกลาง ด้วยระยะปลูก 3×3 เมตร ต่อไร่ ต้องใช้กล้าไม้ 179 ต้น ราคากล้าไม้ต้นละ 39 บาท ประมาณการรายจ่ายในกิจกรรมเตรียมพื้นที่ ขุดหลุมปลูก ปลูกซ่อม การดูแลรักษาใส่ปุ๋ยกำจัดวัชพืช ตั้งแต่ปีแรกไปจนถึงปีที่ 25 อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 7.5% คิดเป็นเงินลงทุนเพื่อการปลูกประมาณ 20,000 บาท เมื่อไม้ครบรอบตัดฟันปีที่ 25 ประมาณการให้มีต้นไม้เหลืออยู่ในแปลง 89 ต้น (50% ของไม้ที่เริ่มปลูก) แต่ละต้นจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 30 ซม. ขายได้ราคาต้นละ 1,200 บาท คิดเป็นรายรับทั้งสิ้น 107,400 บาท ประมาณการรายจ่ายเป็นค่าดำเนินการธุรกิจปลูกป่า (20% ของค่าปลูก) คิดเป็นเงิน 4,018 บาท ค่าดำเนินการตัดไม้และค่าขนส่งผลผลิตสู่โรงงาน 10,000 บาท โดยรวมแล้วคิดเป็นกำไรต่อไร่เป็นเงิน 73,291 บาทในเวลา 25 ปี เฉลี่ยปีละ 2,931 บาท คิดว่าเป็นการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มทุน เพราะระหว่างเวลาปีที่ 1-25 ไม่สามารถได้รายรับกลับคืนมา หากเปรียบเทียบกับยางพารายังสามารถได้รายรับจากการขายน้ำยาง

ประเด็นการปลูกป่าอนุรักษ์ ในหลักวิชาการแล้วควรจะปลูกไม้หลากหลายชนิดคละกันไป โดยเลือกไม้ท้องถิ่นของประเภทป่านั้น ๆ ซึ่งจะเลือกชนิดไม้ปลูกเลียนแบบไม้ในการทดแทนทางธรรมชาติ หรือจะเลือกเจาะปลูกไม้ชนิดนั้น ๆ ให้เหมาะสมกับระบบนิเวศท้องถิ่น เพื่อสร้างความหลากหลายของชนิดไม้และส่งผลถึงการเป็นอยู่ของสัตว์ในระบบ นิเวศ การปลูกปอหู ที่เป็นไม้เบิกนำก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะเป็นไม้เบิกนำ ใบใหญ่ สามารถเป็นไม้ พี่เลี้ยงที่ให้ร่มเงากับลูกไม้ชนิดที่ไม่ต้องการแสงมาก แต่การลงทุนด้วยราคากล้าไม้กล้าละ 39 บาท เป็นราคากล้าไม้ที่แพงเกินจริง หากเปรียบเทียบกับกล้าไม้ที่ขายกันอยู่ในท้องตลาด ราคาจะอยู่ที่ 3-5 บาท สำหรับไม้ยูคาลิปตัส 10-15 บาท สำหรับยางพารา และ 5-10 บาท สำหรับไม้สัก

โดยสรุปแล้วการปลูกไม้ปอหูหากพิจารณาความคุ้มทุนแล้ว ไม่คุ้มทุนในการปลูกป่าเชิงเศรษฐกิจเนื่องจากราคากล้าไม้ที่มีราคาแพง และยังมีความเสี่ยง.

หมวดหมู่: ข่าวเกษตร

การเพาะปลาทอง

ข่าวเกษตร - อังคาร, 11/17/2009 - 22:00


มือใหม่หัดเพาะปลาทอง

คุณมาโนช ลักษณะกิจ ชาวเชียงใหม่ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจหรือมือใหม่ที่จะหัดเพาะ ปลาทองจะต้องมีการเตรียมใจกับเรื่องอะไรบ้าง อาทิ เมื่อเพาะออกมาแล้วมีที่เลี้ยงหรือไม่ เนื่องจากในการรีดไข่ปลาในแต่ละครั้งนั้น ถ้าแม่ปลาที่มีความสมบูรณ์เต็มที่จะให้ลูกได้ไม่ต่ำกว่า 2,000-4,000 ตัว มีที่เลี้ยงเพียงพอกับการอนุบาลต่อไปหรือไม่

ในการอนุบาลลูกปลาทองจะต้องมีการเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี ถ้าขาดตกบกพร่องในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของลูกปลาได้ อีกทั้งอาหารจะต้องมีการให้อย่างสม่ำเสมอและน้ำที่ใช้เลี้ยงจะต้องคอย เปลี่ยนถ่ายให้สะอาดอย่างตลอดเวลา

หลักการสำคัญในการเพาะปลาทองนั้น คุณมาโนช บอกว่า พ่อแม่พันธุ์ที่จะใช้ในการผสมพันธุ์นั้น แนะนำให้ใช้ตัวผู้ 2 ตัว ต่อตัวเมีย 1 ตัว เนื่องจากน้ำเชื้อตัวผู้เพียงตัวเดียวจะไม่เพียงพอกับไข่ปลาตัวเมียที่ สมบูรณ์เพียงตัวเดียว ถ้าเป็นการผสมพันธุ์แบบธรรมชาติ เราจะปล่อยให้พ่อ-แม่พันธุ์ได้ผสมพันธุ์กันเอง ตัวผู้จะไล่ตอดตัวเมียเพื่อให้ไข่หลุดออกมาจากท้องตัวเมีย หลังจากนั้นจะทำการฉีดน้ำเชื้อเข้าผสมไข่ที่หลุดออกมา ในบ่อผสมพันธุ์ควรจะมีพันธุ์ไม้น้ำ เช่น สาหร่ายหรืออาจจะใช้เชือกฟางฉีกเป็นฝอยเพื่อให้ไข่ปลาเกาะติด (เชือกฟางหรือสาหร่ายจะสามารถป้องกันการกินไข่ของพ่อแม่ปลาทองได้) พ่อแม่ปลาทองจะเก็บกินไข่ที่ตกอยู่ที่พื้นหรือที่โล่งจนหมด

สำหรับวิธีการผสมพันธุ์เทียม ให้สังเกตดูท้องตัวเมียจะป่อง ๆ แสดงว่าจะเริ่มไข่แล้ว หากไข่ที่สุกเต็มที่ตัวเมียจะขับเมือกคาว ๆ ออกมาพร้อมไข่ ให้เตรียมกะละมังขาวใส่น้ำสะอาด (ปราศจากคลอรีน) มาเตรียมเพื่อทำการรีดไข่ นำแม่พันธุ์มาอยู่ในกะละมัง พยายามจับเบา ๆ อย่า ให้แม่ปลาทองตกใจ จากนั้นให้นำพ่อปลาทองมาใส่รวมกัน เมื่อแม่ปลาหายตื่นตกใจให้เริ่มทำการรีดไข่ปลา

โดยปกติแล้วน้ำเชื้อของตัวผู้จะต้อง ออกแรงฉีดมากกว่าตัวเมีย เนื่องจากไข่ของตัวเมียแค่แม่ปลาสะบัดตัวก็หลุดออกมาแล้ว ในการรีดไข่จะต้องมีเทคนิคตรงที่ขณะที่รีดจะต้องวนมือเป็นวงกลมตามกะละมัง ด้วย เพื่อให้ไข่มีการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอเพื่อเปอร์เซ็นต์การฟักจะสูงขึ้น ด้วย จากนั้นประมาณ 10-15 นาที ให้นำกะละมังไปล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง เราจะพบไข่ปลาที่มีสีเหลืองใส ติดหนึบอยู่บริเวณก้นกะละมัง นำกะละมังนั้นไปแช่ในอ่างแล้วเปิดออกซิเจนให้แรงให้ออกซิเจนเพียงพอสำหรับ ไข่ปลาที่กำลังจะฟัก

หลังจากนั้นอีกประมาณ 3-4 วัน ลูกปลาตัวน้อยก็จะเริ่มดีดตัวออกมาจากไข่ ลูกปลาจะออกช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของน้ำด้วย ถ้าอุณหภูมิของน้ำค่อนข้างเย็น ลูกปลาจะออกช้าซึ่งเป็นผลดี เพราะการที่ลูกปลาอยู่ในไข่นานจะทำให้การพัฒนาเป็นตัวมีความสมบูรณ์มากยิ่ง ขึ้น.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

หมวดหมู่: ข่าวเกษตร

การเลือกซื้อปลาหมอสี

ข่าวเกษตร - อังคาร, 11/17/2009 - 21:58


การเลือกซื้อปลาหมอสี

ปัจจุบัน “ปลาหมอสี” จัดเป็นปลาสวยงามที่คนไทยนิยมนำมาเลี้ยงมากที่สุดชนิดหนึ่ง นอกจากจะเป็นปลาที่มีความสวยงามแล้ว ในเรื่องของการเลี้ยงดูจัดเป็นปลาสวยงามชนิดหนึ่งที่เลี้ยงง่ายและเป็นปลา ที่มีความอดทนสูง กินอาหารง่าย

ไม่ว่าจะเป็นอาหารสด ลูกกุ้ง ไรทะเล ไส้เดือน หรือที่สะดวกที่สุดคือ อาหารสำเร็จรูป จุดสำคัญของการเลี้ยงปลาหมอสีคือการถ่ายน้ำ อาทิตย์หนึ่งให้ถ่าย น้ำออก 10% เพื่อเปลี่ยนสภาพของน้ำให้ ดีขึ้นหรืออย่างน้อยที่สุดจะต้องมีการถ่ายน้ำเดือนละครั้ง นอกจากนั้นผู้เลี้ยงควรจะต้องรู้จักลักษณะนิสัยของปลาหมอสีซึ่งจัดเป็นปลา ที่ค่อนข้างรักถิ่น หวงที่อยู่และมีความก้าวร้าว เมื่อมีปลาตัวอื่นหลงเข้าไปในถิ่นหรือพื้นที่ที่ปลาหมอสีได้สร้างอาณาจักร เอาไว้จะโดนไล่กัดทันที และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ไม่ควรเลี้ยงปลาหมอสีรวมกันหลายตัวภายในตู้เดียว กัน

คุณปกเกล้า วณิตย์ธนาคม คนเมืองชาละวัน จังหวัดพิจิตร เริ่มต้นเลี้ยงปลาหมอสีด้วยความชอบส่วนตัว เริ่มจากเลี้ยงไว้ดูเล่น จนปัจจุบันสนใจเลี้ยงอย่างจริงจังสามารถเพาะพันธุ์ปลาหมอสีออกจำหน่ายได้ คุณปกเกล้า บอกว่า พ่อ-แม่พันธุ์ที่จะนำมาเพาะจะต้องมีอายุตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป แม่ปลาหมอสี 1 ตัวจะให้ลูกได้เฉลี่ย 500-1,000 ตัว และช่วงฤดูการเพาะจะทำในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น เนื่องจากปลาหมอสีไม่ชอบสภาพอากาศเย็น (ฤดูหนาว จะไม่เพาะเลย เนื่องจากเปอร์เซ็นต์การ ติดน้อยมากหรือถ้าติดโอกาสจะรอดก็ยากมาก) ในช่วงฤดูฝนก็พอเพาะได้แต่จะต้องใช้ฮีทเตอร์ช่วย ในการเลือกซื้อปลาหมอสีมาเลี้ยงนั้น คุณป๊อปได้มีวิธีการแนะนำ ดังนี้

เริ่มจากพิจารณาที่ลูกตาของปลาจะต้องมีลูกตาใส ไม่เป็นสีขาวขุ่น มองหน้าตรงแล้วระดับของตาสองข้างควรจะเท่ากัน ส่วนของครีบบนคือส่วนของกระโดงบนควรมีระดับความสูงไล่ระดับจากต่ำไปหาสูง เมื่อดูจากส่วนหัวของปลานั้น กระโดงจะเริ่ม ที่บริเวณใกล้ ๆ กับลูกตา ของปลา ถ้าเป็นปลาหมอสีที่มีลักษณะที่ดีส่วนของหางควรจะกางแผ่ได้เต็มที่ ข้อหางไม่คด ส่วนของลำตัวโดยทั่วไปแล้ว คนไทยมักจะนิยมเลี้ยงปลาหมอสีที่มีลักษณะลำตัวสั้นและกว้างมากกว่าปลาที่มี ลักษณะลำตัวยาวและแคบ โหนกหรือหัวที่โหนกนูนของปลา ควรจะดูว่าโหนกของปลาที่จะซื้อมาเลี้ยงนั้นได้สมดุลซ้าย-ขวา หรือไม่ ลวดลายบนลำตัวปลาหมอสีนับเป็นลักษณะเด่นและสร้างความสวยงามให้ตัวปลามากที่ สุดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประเภทของปลาเป็นสำคัญ บางพื้นที่ปลา ที่มีลำตัวแดงอาจจะขายดีกว่าปลามุกที่มีเกล็ดเงา

สรุปถึงวิธีการเลือกซื้อปลาหมอสีมาเลี้ยงในตู้เป็นปลาสวยงามนั้นให้ดูลักษณะ 3 ประการ คือ ดูทรง ดูสีและดูหัว เป็นปลา ที่มีทรงสั้น ลำตัวมีสีแดงสดและหัวใหญ่ขนาดลูกกอล์ฟหรือลูกส้มเช้งหรือส้มเขียวหวาน.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

หมวดหมู่: ข่าวเกษตร

โรคของปลากัด

ข่าวเกษตร - อังคาร, 11/17/2009 - 21:54


ปลากัดปลอดเชื้อ

หลายคนยังไม่ทราบว่า “ปลากัด” ของไทยมีมูลค่าในการส่งออกอยู่ในลำดับที่ 1 ใน 3 ของปลาสวยงามส่งออกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543-2550 แต่ปัญหาหนึ่งของการผลิตปลากัดเพื่อการส่งออก คือ การติดเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะโรควัณโรคในปลา ซึ่งพบว่ามีการแพร่ระบาดในปลาสวยงาม เช่น ปลากัด ปลาเทวดาและปลาออสก้า เป็นต้น

ต้นเหตุของโรคเกิดจากเชื้อมัยโคแบคทีเรียม ซึ่งเชื้อนี้สามารถพบในไรแดง ลูกน้ำ ไส้เดือนฝอย ฯลฯ จากการปนเปื้อนของเชื้อโรคดังกล่าวในกลุ่มอาหารมีชีวิตที่ได้มาในข้างต้น ทำให้ปลากัดที่เลี้ยงด้วยอาหารดังกล่าวมีโอกาสติดเชื้อและการแพร่ระบาดของ โรคนี้แพร่ไปได้ง่าย จากการสุ่มตรวจตัวอย่างปลาสวยงามดังกล่าว พบว่าประมาณ 90% ของตัวอย่างปลาพบเชื้อมัยโคแบคทีเรียม โดยที่ปลาไม่แสดงอาการป่วย เมื่อปลากัดเป็นโรคนี้ยังไม่มีวิธีการรักษา ดังนั้นการศึกษาการผลิตปลากัดปลอดเชื้อจึงเป็นแนวทาง หนึ่งในการป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อนี้

คุณเต็มดวง สมศิริ และคณะ จากสถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำจืด ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดระยอง จึงได้เริ่มโครงการทดลองผลิตปลากัดปลอดเชื้อโดยการเลี้ยงจากการควบคุมการ ผลิตไรแดง จากหัวน้ำเขียวคลอเรลล่าที่ปลอดเชื้อ มีการควบคุมสุขอนามัยฟาร์มโดยการฆ่าเชื้อใน น้ำและอุปกรณ์ในระบบการเพาะเลี้ยงด้วยคลอรีน รวมทั้งคัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์ปลากัดที่ผ่านการทดสอบว่าไม่มีการปนเปื้อนของ เชื้อมัยโคแบคทีเรียม จากการทดลองพบว่าเมื่อนำปลากัดมาเพาะพันธุ์ทั้งหมด 3 รุ่น พบว่าลูกปลากัดจำนวน 29 ครอกจาก 30 ครอก ไม่มีเชื้อดังกล่าว ทำให้สรุปได้ในเบื้องต้นว่าพ่อ-แม่พันธุ์ปลากัดที่ปลอดเชื้อสามารถผลิตลูก ปลากัดปลอดเชื้อได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

เป็นที่สังเกตว่าอาหารธรรมชาติมีชีวิตสำหรับปลาในเขตร้อนพบว่าไรแดงเป็น แหล่งโปรตีนที่ดีที่สุดของลูกปลา มีปริมาณโปรตีนสูงถึง 70% และการเพาะเลี้ยงไรแดงในประเทศไทยส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดนิยมใช้ปุ๋ยมูล สัตว์ เช่น หมูและไก่ ทำให้เชื้อโรคต่าง ๆ ที่อาจปะปนมากับมูลสัตว์ เมื่อนำ ไรแดงจากการเลี้ยงด้วยอาหารดังกล่าวมีโอกาสที่มีเชื้อโรคติดมาซึ่งรวมถึง เชื้อมัยโค แบคทีเรียมด้วย การเพาะเลี้ยงไรแดงที่ใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งการเจริญของน้ำเขียวเพื่อเป็น อาหารของไรแดง พบว่ามีสุขอนามัยดีกว่า แต่มีต้นทุนในการผลิตสูงกว่าและผลผลิตไรแดงต่อพื้นที่ยังต่ำกว่าการเลี้ยง ด้วยมูลสัตว์

ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่ สามารถผลิตลูกปลากัดปลอดเชื้อได้ เนื่องจากศักยภาพของฟาร์มยังไม่มีความพร้อม รวมทั้งตัวเกษตรกรเองยังไม่มีความเข้มงวดในการปฏิบัติงานตามระบบ อย่างไรก็ตามทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดระยอง มีวัตถุประสงค์ในการผลิตลูกปลากัดปลอดเชื้อเพื่อผลิตพันธุ์ปลากัดได้คุณภาพ ,ลดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อมัยโคแบคทีเรียม และส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงปลากัดที่ได้คุณภาพเพื่อการส่งออก.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

หมวดหมู่: ข่าวเกษตร
Syndicate content