การผลิตน้ำหมักชีวภาพ

5. การผลิตน้ำหมักชีวภาพ
 5.1 น้ำหมักชีวภาพที่ ผลิตจากพืช (สูตร ศทม.)
  - วัสดุอุปกรณ์
พืชผักทุกชนิดสามารถนำมาทำน้ำหมักชีวภาพได้ ประกอบด้วย
  1. ฟักทอง สัปปะรดและผักต่างๆ10-15 กก.
 

 

2. กากน้ำตาล  1/2  แกลลอน หรือน้ำตาลทรายแดง

3. ถังหมัก ขนาด  30  ลิตรแบบมีฝาปิดสนิท บางครั้งอาจจะเป็นโอ่งหรือไห

                          

4. หัวเชื้อจุลินทรีย์ EM  1/3  ลิตร หรือที่ขยายเชื้อเป็นน้ำหมักชีวภาพแล้ว

 5. น้ำสะอาดประมาณ  20 ลิตร

 

 6. ถุงดำ

- วิธีการทำ
    1. นำฟักทอง สัปปะรดและผักต่างๆ มาหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ ประมาณ 10-15 กก. เทลงในถังหมัก จากนั้นเติมน้ำสะอาดให้พอท่วม  เติมกากน้ำตาลประมาณ 5 กก. หรือประมาณ 1 ใน 3 ของน้ำหนักพืชผัก แล้วตามด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์ EM ที่เตรียมไว้ คลุกให้เข้ากัน หรือถ้ามีปริมาณมากจะโรยทับสลับกันเป็นชั้น ๆ ก็ได้

นำพืชผักทุกส่วนมาหั่นให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ   

ใส่พืชผักลงในถัง

ใส่กากน้ำตาลลงไปประมาณ 1 ใน 3 ของน้ำหนักพืชผัก

เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์  EM  ประมาณ 100 – 150 ซีซี (ขึ้นอยู่กับปริมาณของพืชผัก)

คนให้ทั่วโดยคนให้ไปในทิศทางเดียวกัน

เสร็จแล้วก็เติมพืชผักลงไปอีกชั้นหนึ่ง

เติมพืชผักลงไปจนเกือบเต็ม จากนั้นเติมน้ำลงไปให้ท่วม

    2. ใช้ของหนักวางทับบนพืชผักที่หมัก เพื่อกดไล่อากาศที่อยู่ระหว่างพืชผัก ของหนักที่ใช้ทับควรมีน้ำหนักประมาณ 1 ใน 3 ของน้ำหนักพืชผัก วางทับไว้ 1 คืน ก็เอาออกได้
    3. ปิดฝาภาชนะที่หมักให้สนิท ถ้าเป็นถุงพลาสติกก็มัดปากถุงพลาสติกให้แน่น เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศเข้าไปได้เป็นการสร้างสภาพที่เหมาะสมให้แก่จุลินทรีย์หมักดองลงไปทำงาน
    4. หมักทิ้ง ไว้ 3-5 วัน จะเริ่มมีของเหลวสีน้ำตาลอ่อนถึงแก่เกิดขึ้น จากการละลายตัวของน้ำตาลและน้ำเลี้ยงจากเซลล์ของพืชผัก น้ำตาลและน้ำเลี้ยงเป็นอาหารของจุลินทรีย์ จุลินทรีย์หมักดองก็จะเพิ่มปริมาณมากมาย พร้อมกับผลิตสารอินทรีย์หลากหลายชนิด ของเหลวที่ได้เรียกว่า “น้ำหมักชีวภาพ”
    5. เมื่อน้ำหมักชีวภาพมีปริมาณมากพอประมาณ 10-14 วัน ก็ถ่ายน้ำหมักชีวภาพออกบรรจุลงในภาชนะพลาสติก อย่ารีบถ่ายน้ำหมักชีวภาพออกเร็วเกินไป เพราะเราต้องการให้มีปริมาณจุลินทรีย์มาก ๆ เพื่อเร่งกระบวนการหมักน้ำหมักชีวภาพที่ถ่ายออกมาใหม่ ๆ กระบวนการหมักยังไม่สมบูรณ์จะมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้น ต้องคอยเปิดฝาภาชนะบรรจุทุกวันจนกว่าจะหมดแก๊ส

ขวดน้ำหมักชีวภาพสูตร ศทม.

 6. ควรเก็บถังหมักและน้ำหมักชีวภาพไว้ในที่ร่ม อย่าให้ถูกฝนและแสงแดดจัด ๆ น้ำหมักชีวภาพที่ผ่านการหมักสมบูรณ์แล้ว ถ้าปิดฝาสนิทสามารถเก็บไว้ได้หลาย ๆ เดือน

 7. กากที่เหลือจากการหมัก สามารถนำไปฝังเป็นปุ๋ยบริเวณทรงพุ่มของต้นได้หรือจะคลุกกับดินหมักเอาไว้ใช้เป็นดินปลูกต้นไม้ก็ได้
     น้ำหมักชีวภาพที่มีคุณภาพดีจะมีกลิ่นหมักดอง และมีกลิ่นแอลกอฮอล์บ้าง มากน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำตาล และปริมาณผลไม้ที่หมัก ถ้าชิมดูน้ำหมักชีวภาพจะมีรสเปรี้ยว

 5.2 น้ำหมักชีวภาพที่ผลิตจากสัตว์
  5.2.1 น้ำหมักชีวภาพจากปลา
  - วัสดุอุปกรณ์
อัตราส่วนต่อ 1 ถัง 200 ลิตร
1. ปลาสด 40 กก.
2. กากน้ำตาล 20 กก.
3. สารเร่งผลิตปุ๋ยหมัก 200 กก. (1 ซอง)
4. น้ำ
   -วิธีการ
  1. เตรียมสารเร่งผลิตปุ๋ยหมัก 1 ซอง ละลายน้ำอุ่นประมาณ 20 ลิตร คนให้เข้ากันประมาณ15 – 30 นาที (อย่าให้น้ำนิ่ง)
  2. นำปลาสดและกากน้ำตาล ที่เตรียมไว้ใส่ถัง 200 ลิตร และนำสารเร่งทำปุ๋ยหมักที่เตรียมเสร็จแล้วใส่ในถังรวมกับปลาสด และกากน้ำตาล
  3. ใส่น้ำพอท่วมตัวปลา ( 1/2 ถัง ) แล้วคนให้เข้ากัน ตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิปกติ ( 30 – 35 องศา ) ไม่ปิดฝา ควรก่อนวันละ 4 – 5 ครั้ง ตลอดระยะเวลาในการหมัก
  4. ระยะเวลาในการหมักประมาณ 20 – 30 วัน ปลาจะย่อยสลายหมด เติมน้ำให้เต็มถัง และคนให้เข้ากันก่อนที่จะนำไปใช้ จะได้ปุ๋ยชีวภาพ 200 ลิตร
อัตราการใช้
 ปุ๋ยชีวภาพ  น้ำ
 ฉีดพ่นทางใบ 1 ลิตร 200 ลิตร
 ราดโคน 1 ลิตร 200 ลิตร

5.2.2 น้ำหมักชีวภาพจากพุงปลา
  - วัสดุอุปกรณ์
1. พุงปลา 40 กก.
2. กากน้ำตาล 20 กก.
    3. กรดมดเข้มข้น (formic acid) หรือกรดน้ำส้มสายชูเข้มข้น (Acetic acid) 3.5 %
4. น้ำ
  - วิธีการทำ
 1. นำพุงปลาและเลือดปลามาทำการบดให้มีขนาดเล็ก
    2. นำไปหมักโดยใช้กรดมดเข้มข้น (formic acid) หรือกรดน้ำส้มสายชูเข้มข้น (Acetic acid) 3.5 % (โดยปกติน้ำส้มสายชูที่ขายในท้องตลาดจะมีความเข้มข้น 5 % สามารถนำใช้ผสมในสูตรได้เลย) ปริมาณที่ใช้ร้อยละ 3.5
    3. ผสมให้เข้ากัน แล้วเติมน้ำตาลในปริมาณร้อยละ 20 เพื่อช่วยดับกลิ่นคาวจากเศษปลา
    4. คนให้เข้ากันและคนติดต่อกัน อย่างน้อยเป็นเวลา 7 วัน ในระยะนี้จะสังเกตเห็นว่าพุงปลาเริ่มมีการละลายออกมาเป็นสารละลายเกือบหมดแล้ว ทำการหมักต่อไปอีกเป็นเวลา 21 วัน ระหว่างนี้ทำการคนเป็นครั้งคราว การหมักปุ๋ยปลาถ้าใช้เวลานานจะได้ปุ๋ยปลาที่มีคุณภาพและกลิ่นที่ดี

5.2.3 น้ำหมักชีวภาพจากหอยเชอรี่
- วัสดุอุปกรณ์
 1. เนื้อหอยเชอรี่ที่ไม่มีเปลือก
  2. ไข่หอยเชอรี่
  3. พืชสดอ่อน-แก่
  4. เนื้อหอยเชอรี่พร้อมเปลือก
  5. กากน้ำตาล
  6. ถังหมักที่มีฝาปิด ขนาด 30 ลิตร หรือ 200 ลิตร
  7. หัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ
  8. ถังบรรจุหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ
  9. แกลลอน/ถัง บรรจุผลิตผลปุ๋ยหมักจากหอยเชอรี่
  10. กรวยกรองปุ๋ยน้ำหมักจากหอยเชอรี่
  - วิธีการทำ
 วิธีที่ 1 การทำน้ำหมักชีวภาพจากหอยเชอรี่ทั้งตัวพร้อมเปลือก
    นำตัวหอยเชอรี่ทั้งตัวมาทุบหรือบดให้ละเอียด จะได้เนื้อหอยเชอรี่พร้อมเปลือกและน้ำจากตัวหอยเชอรี่ และนำไปผสมกับกากน้ำตาล และน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ อัตรา 3:3:1 คนให้เข้ากัน และนำไปบรรจุในถังหมักขนาด 30 ลิตร หรือ 200 ลิตร อย่างใดอย่างหนึ่งปิดฝาทิ้งไว้อาจคนให้เข้ากันหากมีการแบ่งชั้น ให้สังเกตดูว่ามีกลิ่นเหม็นหรือไม่ ถ้ามีกลิ่นเหม็นให้ใส่กากน้ำตาลเพิ่มขึ้น และคนให้เข้ากันจนกว่าจะหายเหม็น ทำอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่าจะไม่เกิดแก๊สให้เห็นบนผิวหน้าของน้ำหมักหอยเชอรี่ แต่จะเห็นความระยิบระยับอยู่ที่ผิวหน้าน้ำหมักดังกล่าว บางครั้งอาจจะพบว่ามีตัวหนอนลอยบนผิวหน้าและบริเวณข้างถังภาชนะบรรจุ ควรรอจนกว่าตัวหนอนดังกล่าวตัวใหญ่เต็มที่และตายไป ถือว่าน้ำหมักหอยเชอรี่ทั้งตัวเสร็จสิ้นขบวนการกลายเป็นน้ำหมักชีวภาพหอยเชอรี่ สามารถนำไปใช้ได้หรือนำไปพัฒนาผสมกับปุ๋ยน้ำอื่น ๆ ใช้ประโยชน์ต่อไป
  วิธีที่ 2 การทำน้ำหมักชีวภาพจากไข่หอยเชอรี่
   นำไข่หอยเชอรี่หรือกลุ่มไข่หอยเชอรี่มาทุบหรือบดให้ละเอียด จะได้น้ำไข่หอยเชอรี่พร้อมเปลือก แล้วนำไปผสมกับกากน้ำตาลและน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ อัตรา 3:3:1 คนให้เข้ากันแล้วนำไปหมักตามขบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1
  วิธีที่ 3 การทำน้ำหมักชีวภาพจากไข่หอยเชอรี่และพืช
   นำไข่หอยเชอรี่หรือกลุ่มไข่หอยเชอรี่มาทุบหรือบดให้ละเอียด และนำไปผสมกับพืชส่วนที่อ่อน ๆ หรือส่วนยอดความยาวไม่เกิน 6 นิ้ว หรือไม่เกิน 1 คืบ ที่หั่นหรือบดละเอียดแล้วเช่นกัน แล้วนำมาผสมกันในอัตราส่วน   ไข่หอยละเอียด : กากน้ำตาล : พืชส่วนอ่อนบดละเอียด และน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ คือ 3:3:1 แล้วนำไปหมักตามขบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1